โบท็อกซ์ (BOTOX) คืออะไร
ฉีดจุดไหนได้บ้าง

ถ้าพูดถึง “โบท็อกซ์” ก็คงเป็นหัตถการแรกๆ สำหรับสาวๆที่ต้องการลดริ้วรอย ปรับรูปหน้า ลดเหงื่อ ลดกลิ่นตัว ทั้งยังสามารถใช้ในการรักษาโรคได้อีกด้วย เช่น ไมเกรน หรือ Office Syndrome ถึงแม้โบท็อกซ์จะไม่สามารถอยู่ได้อย่างถาวร แต่หลังฉีดไปแล้วสามารถเห็นผลลัพธ์ชัดเจนทันที จึงทำให้ในปัจจุบันเป็นนิยมในหมู่สาวๆเป็นอย่างมาก

โบท็อกซ์ (BOTOX) คืออะไร

โบท็อกซ์ (BOTOX) คือ ชื่อทางการค้าของโบทูลินัมท็อกซินเอ (Botulinum Toxin A) ซึ่งเป็นสารสกัดจากแบคทีเรียที่มีชื่อว่า คลอสตริเดียม โบทูลินัม (Clostridium Botulinum) เมื่อฉีดไปแล้ว โบท็อกซ์จะไปรบกวนปลายเส้นประสาทที่ควบคุมกล้ามเนื้อ เพื่อยับยั้งให้กล้ามเนื้อเป็นอัมพาตชั่วคราว จึงช่วยคลายกล้ามเนื้อบริเวณที่หดตัว ทำให้ริ้วรอยบนใบหน้าลดลงและทำให้กรามเล็กลงได้อีกด้วย

โบท็อกซ์

โบท็อกซ์ (BOTOX) คืออะไร

ข้อดี

  • ช่วยแก้ปัญหาริ้วรอยบนใบหน้า

    ช่วยแก้ปัญหาริ้วรอยบนใบหน้า จากการแสดงสีหน้าอารมณ์ต่างๆ ช่วยคลายกล้ามเนื้อบริเวณที่หดตัว ทำให้ริ้วรอยบนใบหน้าลดลง จะเริ่มเห็นผลได้ภายใน 2-3 วันหลังฉีด

  • ปรับรูปหน้า

    ปรับรูปหน้าให้เรียว V-Shape มากขึ้น ช่วยให้กล้ามเนื้อบริเวณกรามหรือขากรรไกรที่เหลี่ยม ให้ความเรียวเล็กลง

  • รักษาโรค

    ช่วยรักษาอาการปวดหัวไมเกรน หรือ Office Syndrome สำหรับคนที่ต้องนั่งทำงานจ้องคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ การฉีดโบท็อกซ์ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีการแก้ไขปัญหาโรคเหล่านี้จากต้นเหตุ

  • ลดเหงื่อ ลดกลิ่นตัว

    ช่วยลดเหงื่อ ลดกลิ่นตัว การฉีดโบท็อกซ์บริเวณรักแร้จะช่วยออกฤทธิ์ยับยั้ง Acetylcholine ที่กระตุ้นลดการขับเหงื่อได้ถึง 80% ทั้งยังช่วยกระชับรูขุมขน และช่วยให้วงแขนเรียบเนียนอีกด้วย

  • กระชับรูขุมขน

    ช่วยกระชับรูขุมขน ผิวเรียบเนียน การฉีดโบท็อกซ์ช่วยให้ผิวเต่งตึงขึ้น ส่งผลให้รูขุมขนดูกระชับขึ้น ต่อมไขมันลดลง ผิวพรรณเรียบเนียนขึ้น

ข้อเสีย

  • ผลข้างเคียง

    อาจมีผลข้างเคียงในบางราย เช่น ปวดในบริเวณที่ฉีด ปวดหัว แต่การเหล่านี้จะหายไปภายใน 1-2 วัน

  • อาการตึงบริเวณใบหน้า

    บางคนอาจจะมีอาการตึงบริเวณใบหน้า ทำให้แสดงสีหน้ายิ้มหรือหัวเราะไม่ค่อยได้

  • อยู่ได้ไม่นาน

    การฉีดโบท็อกซ์จะอยู่ได้ไม่ถาวร โดยเฉลี่ยจะอยู่ได้ประมาณ 4-6 เดือน

โบท็อกซ์ (BOTOX) ฉีดจุดไหนได้บ้าง

โบท็อกซ์ (BOTOX) สามารถฉีดเพื่อแก้ปัญหาริ้วรอยหรือจุดที่กังวลได้ รวมไปถึงยังช่วยลดกราม ปรับหน้าเรียวได้อีกด้วย ซึ่งปัจจุบันมีหลายๆคนนิยมฉีดโบท็อกซ์เพราะเห็นผลเร็ว ไม่ต้องพักฟื้น ไม่ทิ้งรอยแผล สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้เลยตามปกติ

7 จุดฉีดโบท็อกซ์ (BOTOX)

ช่วยแก้ปัญหารอยเหี่ยวย่นบนหน้าผากและระหว่างคิ้ว

ช่วยแก้ปัญหารอบดวงตา โดยเฉพาะรอยตีนกาและถุงใต้ตา ทำให้ดวงตาดูสดใสมากขึ้น

เหมาะกับคนที่มีปัญหาโหนกแก้มใหญ่ โหนกแก้มสูง ทำให้ใบหน้าดูแข็ง หน้าเหลี่ยม หน้าดุ การฉีดโบท็อกจะช่วยลดขนาดกรามเนื้อทำให้โหนกแก้มดูเด่นน้อยลง

เหมาะกับคนที่มีปัญหาปีกจมูกบานที่เกิดจากกล้ามเนื้อหรือเนื้อบริเวณชั้นผิวหนังมากเกินไป จะช่วยให้จมูกอยู่ทรงมากขึ้น ปีกจมูกไม่บานเวลายิ้มหรือหัวเราะ

เหมาะกับคนที่มีปัญหากรามใหญ่ แก้มใหญ่ หน้าบาน ช่วยให้หน้าดูเรียวเล็ก V-Shape มากขึ้น

ช่วยยกกระชับบริเวณกรอบหน้าและเพิ่มมิติให้กับใบหน้า โดยจะฉีดบริเวณกรอบหน้าและใต้คางเพื่อดึงแก้ม

การฉีดโบท็อกซ์บริเวณรักแร้จะช่วยยับยั้งการทำงานของต่อมเหงื่อได้ถึง 80% ทั้งยังช่วยลดกลิ่นตัว กระชับรูขุมขน

การเตรียมตัวก่อนฉีดโบท็อกซ์ (BOTOX)

2 สัปดาห์ ก่อนฉีด

  • งดอาหารเสริมที่เสี่ยงต่อการเลือดออกหรือฟกช้ำ เช่น วิตามินอี, น้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส, น้ำมันปลา, สารสกัดจากโสม, ขิง, กระเทียม และแปะก๊วย

  • งดทานยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs เช่น Aspirin, Ibuprofen, Naproxen, Indomethacin, Celecoxib เป็นต้น เพื่อป้องกันเลือดออกและรอยฟกช้ำ

2 วัน ก่อนฉีด

  • งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

วิธีดูแลตัวเองหลังฉีดโบท็อกซ์ (BOTOX)

  • ห้ามนวดหรือกดจุดบริเวณที่ฉีดในวันที่ฉีด

  • หลีกเลี่ยงการนอนราบเป็นเวลา 4 ชั่วโมงหลังจากฉีด

  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับความร้อนในบริเวณที่ฉีด ในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก

  • หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นเหตุให้เกิดใบหน้าแดง (Facial Flushing) เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ การออกกำลังกาย การแช่น้ำอุ่น การอบซาวน่า และการทำผิวสีแทน

  • การประคบเย็น สามารถช่วยบรรเทาอาการบวมและรอยฟกช้ำที่เกิดขึ้นได้ โดยประคบเย็นเป็นเวลา 15 นาที ในทุกๆชั่วโมง จนกว่ารอยฟกช้ำหรืออาการบวมจะดีขึ้น โดยอาการฟกช้ำหรือบวมนี้จะหายได้ภายในระยะเวลา 7-10 วัน

  • ควรขยับกล้ามเนื้อในบริเวณที่ฉีดทุกๆ 15 นาทีในชั่วโมงแรกหลังจากฉีด

  • ในช่วง 2 สัปดาห์แรก ให้งดการทำทรีทเมนท์หน้าด้วยเครื่อง RF, เลเซอร์ หรือเครื่องที่ใช้ความร้อนบนใบหน้า แต่สามารถทาครีมและเซรั่มได้ตามปกติ

Q&A คำถามยอดฮิต

เกี่ยวกับการฉีดโบท็อกซ์ (BOTOX)

A : ในระหว่างฉีดจะมีการประคบเย็น เพื่อให้จุดที่ฉีดเริ่มชาและช่วยลดอาการเจ็บจากการฉีดได้ด้วย

A : สำหรับโบท็อกริ้วรอยและลิฟกรอบหน้า จะเริ่มเห็นผลได้ภายใน 2-3 วันหลังฉีด ส่วนโบท็อกซ์กราม จะเริ่มเห็นผลได้ภายใน 14 วันหลังฉีด

A : การฉีดโบท็อกซ์หนึ่งครั้งจะอยู่ได้นานประมาณ 4-6 เดือน ขึ้นอยู่กับโบท็อกซ์และตำแหน่งที่ฉีด ฉะนั้นการฉีดโบท็อกซ์ต่อเนื่องจะช่วยให้โบท็อกซ์อยู่ได้นานกว่าเดิม

A : การฉีดโบท็อกซ์ช่วยให้หน้าเรียวได้จริง จะเริ่มเห็นผลได้ภายใน 14 วันหลังฉีด แต่เหมาะสำหรับคนที่มีกล้ามเนื้อบริเวณกรามเยอะเท่านั้น ดังนั้นก่อนฉีดควรให้คุณหมอช่วยประเมินใบหน้าว่ามีปัญหาที่กล้ามเนื้อบริเวณกรามเยอะหรือเป็นเพราะกระดูก เพื่อให้คุณหมอแนะนำหัตถการที่เหมาะสมและตรงจุดที่เราต้องการ

A : การฉีดโบท็อกซ์โดยใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับมาตรฐาน จะสามารถสลายได้เองตามธรรมชาติ 100% ไม่มีสารตกค้าง จึงไม่เป็นอันตราย เเละควรฉีดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการปรับรูปหน้าโดยตรง

A : ส่วนใหญ่แบ่งออกเป็น 2 กรณี คือ กรณีแรก เกิดจากการฉีดโบท็อกซ์ปลอม หรือโบท็อกซ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน กรณีที่สอง ถ้ามั่นใจว่าเป็นโบท็อกซ์แท้ อาจเกิดจากร่างกายมีภูมิต้านทานทำให้การฉีดโบท็อกซ์ครั้งต่อๆไปเริ่มไม่เห็นผล หรือเรียกอีกอย่างว่า อาการดื้อโบท็อก เกิดจากการฉีดโบท็อกซ์บ่อยหรือฉีดในปริมาณที่มากเกินไป อาจจะต้องเว้นระยะห่างในการฉีดโบท็อกซ์ 3-5 ปีหรืจนกว่าภูมิต้านทานจะหาย

LENISTA CLINIC

ปรึกษาการทำศัลยกรรมฟรี! พร้อมให้คำแนะนำ

ช่องทางการติดต่อ

ท่านสามารถเลือกช่องทางการติดต่อได้ด้านล่างนี้

* ปรึกษาฟรี!! ไม่มีค่าใช้จ่าย

  • ฟิลเลอร์
  • โบท็อก
  • เมโสแฟต
  • ปรับหน้าอ่อนเยาว์ด้วยฟิลเลอร์
  • แก้ถุงใต้ตา
  • ไม่ต้องผ่าตัด
  • วิตามินผิว
  • ทรีทเมนต์หน้า

Call Center

เปิดให้บริการ 09:00น. – 24:00น. ทุกวัน

© 2022 lenistaclinic.com สงวนลิขสิทธิ์.